วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2555


1) Matrix or Evaluative Metering การวัดแสงระบบแบ่งส่วนพื้นที่ 
เป็นโหมดการวัดแสงที่มีความสลับซัยซ้อนมากที่สุด โดยใช้วิธีการแบ่งส่วนพื้นที่ออกเป็นโซนย่อยๆ หลายๆ โซน จากนั้นใช้ค่าแสงที่วัดได้ในแต่ละโซนมาทำการวิเคราะห์ เปรียบเทียบกับข้อมูลของสภาพแสงที่ได้ทำการทดสอบจริงในสถานที่ต่างๆ ซึ่งได้เก็บรวบรวมไว้ ค่าแสงที่ได้จะมีความแม่นยำสูง ถึงแม้จะถ่ายในสภาพแสงที่ซับซ้อนเพียงใด
2) Center-Weighted Average Metering การวัดแสงเฉลี่ยหนักกลางภาพ
เป็นโหมดการวัดแสงแบบดั่งเดิม โดยใช้วิธีการเฉลี่ยค่าแสงเน้นพื้นที่ตรงกลางภาพเป็นหลัก โดยประมาณ 60-70% ของพื้นที่ภาพ ซึ่งการวัดแสงวิธีนี้เหมาะกับการถ่ายภาพบุคคลเป็นหลัก
3) Spot (Partial) Metering (การวัดแสงเฉพาะจุด)
เป็นระบบที่ใช้พื้นที่เฉพาะจุดประมาณ 3-5% ของพื้นที่ภาพซึ่งเป็นจุดวงกลมตรงกลางภาพ โดยกล้องบางตัวสามารถเลื่อนจุดการวัดแสงเป็นไปตามการเลื่อนจุดการโฟกัสภาพ (AF Point) ซึ่งวิธีนี้เหมาะกับสภาพแสงที่ต้องการเน้นเฉพาะพื้นที่ที่ต้องการเท่านั้น เช่นในกรณีการถ่ายภาพบุคคลที่มีฉากหลังเป็นสีดำหรือสีขาว หรือภาพบุคคลที่สวมเสื้อสีดำหรือสีขาวเป็นต้น ในที่นี้เราอาจจะวัดแสงเฉพาะจุดไปตรงใบหน้าของแบบเพื่อเน้นการวัดแสงในส่วนที่ต้องการเท่านั้น
กล้อง
AF MODE
                    Metering Mode 1. Evaluative เป็นการวัด Scene ทั้งหมด โดยมาการแน่นไปที่จุด AF ที่ทำงาน แต่ถ้าเราอยู่ในระบบ MF นี้ ก็จะแน่นไปที่ Ceter Point AF 2. Partial Metering อย่างที่ Kunart บอกนะครับ คือรูปวงกลมตรง Viewfinder เป็นการวัดแค่ 9 เปอร์เซนต์ของ Scene กล้องจะไม่สนว่านอกวงกลมนั้นเป็นอะไร Partial Metering ต่างกับ Spot Metering ตรงที่มีขนาด Metering ใหญ่กว่า Spot Metering โดยทั่วไปน่าจะอยู่ประมาณ 1-2 percent 3. Ceter Weigted เป็นการวัดทั้ง Scene โดยมีการแน่นจุดสำคัญอยู่กลางภาพ และมีการแบ่งความสำคัญในรูปแบบ Bell Shape Curve นะครับ คือว่าตรงกลางสำคัญมาก ออกไปตรงปลายๆ ไม่ค่อยเท่าไร Auto Focus Mode One Shot - เป็นการ Focus ที่จุดๆ เดียว ไม่มีการเคลื่อนไหว เหมาะกับการถ่ายภาพนิ่ง Landscape หรือ Portrait กล้องจะไม่ยอมให้กด Shutter ถ้า AF ไม่สามารถล็อคได้ AI Servo - อย่างที่ข้างบนตอบไปแล้ว เป็นการคาดเดาว่า Subject จะอยู่ที่ตำแหน่งไหน โดย Track ไปเลยๆ เหมาะกับถ่าย ภาพกีฬา ใน โหมดนี้จะไม่มีไฟสีแดงขึ้นมาเตือนว่าเราได้ Focus แล้ว และไม่ว่าเราจะเลือกกี่ Focus Point ให้ Active ก็ตาม center focus point จะเป็น Active Point ตอนแรกก่อน ดังนั้นเราควรเอา Subject อยู่ใน Center Focus Point ไว้ก่อน เพื่อที่จะเริ่ม Track ถึงแม้ว่า AF ยังไม่ถูก กล้องก็ยอมให้เรากด Shutter ได้ดั้งนั้นควรระหวังเรื่อง AF ให้ดีครับ อีกอย่างหนึ่งครับ การที่จะใช้ AI Servo นี้ เราควรแยก AE กับ AF ออกจากกัน โดยใช้ Custom Function 4 นะครับ เพื่อที่เราจะได้ไม่ไปล็อค AE (Auto Exposure) ในขณะทีเรา Track Focus อยู่ โดยปรกติแล้ว ผมจะใช้ CF4 = 1, * เป็นการ AF และ Shutter เป็น AE AI Focus เป็นระบบที่เราให้กล้องตัดสินใจให้ โดยเริ่มต้นจะเป็น One Shot ก่อน ถ้ากล้องรู้สึกว่ามีการเคลื่อนไหวของ Subject ก็จะเปลี่ยนเป็น AIServo นะครับ ผมไม่ขอแนะนำให้ใช้ Mode นี้เพราะว่าเรานะฉลาดพอที่จะรู้ว่าควรเป็น One Shot หรือ AI Servo โดยไม่ต้องให้กล้องมาบอกเรา

วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2555


SNR Margin กับ Noise Margin และ line Attenuation

ค่าพวกนี้เอาไว้ตรวจสอบสัญญาณ ADSL- Noise margin หรือค่าความเข้มของสัญญาณ จะต้องมีค่ามากกว่า 10 ทั้งupstream/Downstream
- Attenuation (dB) คือ ค่าสัญญาณรบกวนภายในสาย ไม่ควรจะเกิน 50dB ทั้ง local และ remote
- SNR Margin (dB) คือ ค่าความเข้มของสัญญาณ ไม่ควรจะต่ำกว่า 10dB ทั้ง local และ remote

เท่าที่อ่าน ตัว Noise margin กับ SNR margin มันก็เป็นตัวเดียวกัน แต่ผมไม่รู้ว่าทำไมต้องอ่านต่างกัน
ก็ไม่รู้ งงวุ้ย.......

ทีนี้เราจะรู้ได้ไงว่าค่าเท่าไรถึงจะดี

ค่า upload , download หน่วยเป็น dB
SNR >= 10 (มากเท่าไหร่ยิ่งดี)
Line Atten =< 50 (ยิ่งน้อยยิ่งดี)
ปัจจัยอื่นๆ เช่น Error ในสาย , Noise , การเดินสาย เป็นต้น

SNR Margin
5db or below =bad, no sync/intermittent sync
8db-13db = average - and no sync issues
14db-22db = very good
23db-28db = excellent
29db-35db = rare, can throw a rock at co/remote

Line Attenuation
ต่ำกว่า 20 = rare, great copper lines, close to co/remote
20-30 = excellent
30-40 = very good
40-60 = average
60-65 = poor
65 and above will have issues
ในกรณีที่มีค่า SNR Margin ต่ำ หรือมี Line Attenuation สูง ให้พิจารณาเรื่องดังต่อไปนี้
1. เดินสายโทรศัพท์ตามทางสายไฟบ้านหรือไม่ สายไฟแรงสูงที่อยู่ใกล้ๆ จะส่งผลให้เกิดสัญญาณรบกวน ( Noise) มากขึ้น
2. สายโทรศัพท์มาตรฐานหรือไม่ สายโทรศัพท์ที่ไม่ได้มาตรฐาน (เส้นลวดอาจมีขนาดเล็ก) จะทำให้การค่าความต้านทานสูงขึ้นและ Line Attenuation จะมีมากขึ้น
3. อุปกรณ์ต่อพ่วงของโทรศัพท์ เช่น POTS Splitter Micro filter โทรศัพท์ต่อพ่วง มีผลกระทบต่อทั้ง 2 ปัจจัย ยิ่งมีอุปกรณ์ต่อพ่วงมาก ก็จะเกิดสัญญาณรบกวนและ Line Attenuation จะมีค่ามากขึ้น
4. เช็คจุดที่มีการเชื่อมต่อสายโทรศัพท์ ว่ามีการขันสายยึดแน่นเรียบร้อยหรือไม่

คำสั่งที่ใช้ดูค่า margin และ attenuation ในเร้าเตอร์ cisco

show dsl interface ATM <ตัวเลข interface เช่น 0,1>

วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555



พี่เชาร์ Network CDG
พี่ดิ่ง Network กรม
เข้าเช็คแบนวิธกรมบังคับคดี

เข้าผ่านบราวเซอร์
110.164.202.118
User led
Pass led123

https://www.box.com/s/r14glbspgcht6qwklsyq ip สำนักงานกรม
https://www.box.com/s/f7uti7s458qso3ls5wyy
https://www.box.com/s/wzm5j8uykpy8rms5yk85 เร้าเตอร์

10.1.8.1 ไอพีที่อยู่ต่างจังหวัดปิงเข้ามาส่วนกลาง

      เข้าแชร์ไม่ได้วิธีแก้

Bandwidth คืออะไร

          Bandwidth (แบนด์วิดท์) คือ คำที่ใช้วัดความเร็วในการส่งข้อมูลของอินเทอร์เน็ต ซึ่งโดยมากเรามักวัดความเร็วของการส่งข้อมูลเป็น bps (bit per second) , Mbp (bps*1000000) เช่น Bandwidth ของการใช้สายโทรศัพท์ในประเทศไทย เท่ากับ 14.4 Kbps,Bandwidth ของสายส่งข้อมูลของ KSC ที่ใช้ในการเชื่อมต่อกับอเมริกาเท่ากับ 2 Mbps เป็นต้น
          แต่ก่อนที่เราจะเข้าสู่บทความมารู้จักก่อนว่าอะไรคือ Bandwidth และ Latency ความหมาย Bandwidth คือ ความกว้างของช่องทางในการรับ-ส่งข้อมูล ส่วน Latency คือ เวลาที่ใช้ไปในการเข้าถึงข้อมูลของหน่วยความจำ เมื่อเรารู้ความหมายกันแล้วคราวนี้เรามารู้จักถึงหลักการต่างๆ ของ Bandwidth และ Latency
          ในการพิจารณาการรับ-ส่งข้อมูลบนระบบบัสหลายคนมักจะนึกถึง Bus Bandwidth (Bandwidth ก็คือความกว้างของเส้นทางในการส่งข้อมูล ที่เราสามารถเปรียบเทียบได้กับเลนถนน ยิ่งมีเลนกว้างเท่าไรรถยนต์ซึ่งเปรียบได้กับข้อมูลก็สามารถวิ่งได้สะดวกมาก ขึ้นเท่านั้น) ที่ใช้ในการรับ-ส่งข้อมูล ซึ่งพิจารณาจากข้อมูลที่รับ-ส่งบนระบบบัส Bus Bandwidth ด้วยปริมาณจำนวนข้อมูลของเลข single number (0 หรือ 1) ที่ระบบบัสสามารถรองรับได้ แต่ปริมาณข้อมูลของเลข single number อาจแปรผันได้ตามเวลา เราจึงพิจารณาการรับ-ส่งข้อมูลผ่านทาง Bus Bandwidth ด้วย Peak bandwidth Bus หรือ ความกว้างสูงสุดในการรับ-ส่งข้อมูลของบัส ซึ่งวัดด้วยจำนวนข้อมูลสูงสุดที่ รับ-ส่งกันระหว่างซีพียูและแรมภายในหนึ่งคาบเวล
          จากความเร็วสัญญาณนาฬิการะหว่างหน่วยความจำและซีพียูจากรูปที่ 1 ถ้าเรามาคำนวณหา Bandwidth ของบัสที่มีความเร็วสัญญาณนาฬิการะหว่างหน่วยความจำและซีพียู ที่สัญญาณนาฬิกา 100 เมกะเฮิรตซ์ โดยที่มีการรับ-ส่งข้อมูลจำนวน 8 ไบต์ในแต่ละหนึ่งรอบของสัญญาณนาฬิกา จะคำนวณออกมาได้ดังนี้
          8 bytes * 100MHz = 800 MB/s
          และถ้าหากเราคำนวณหา Bandwidth ของบัสที่มีความเร็วสัญญาณนาฬิการะหว่างหน่วยความจำและซีพียูที่ 133 เมกะเฮิรตซ์ โดยที่มีการรับ-ส่งข้อมูลจำนวน 8 ไบต์ในแต่ละหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา จะคำนวณออกมาได้ดังนี้
          8 bytes * 133MHz = 1064 MB/s
          ซึ่งตัวเลข Bandwidth ที่ได้นี้เป็นพียงตัวเลขทางทฤษฎีที่บอกถึงปริมาณของข้อมูลที่เข้าสู่ซีพียู ในแต่ละวินาที ในความเป็นจริง Bandwidth ของระบบจริงอาจมีค่าน้อยกว่าที่คำนวณเพียงเล็กน้อย

วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555


พุทธทาสภิกขุ‎"ถ้าต้อนรับความไม่สำเร็จ อย่างถูกต้องมันจะมอบความรู้ ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ ถึงที่สุดในกาลข้างหน้า จนกลายเป็นผู้ทำอะไร สำเร็จไปหมด..."